วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มันเทศช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 3 กิโลได้ในชั่วข้ามคืน!!!


           

           เมื่ออาหารการกินในยุคปัจจุบันอุดมสมบูรณ์ มีสีสันสวยงาม รวมไปถึงรสชาติที่หลากหลายชวนให้ลิ้มลอง แต่อย่างไรก็ตาม “ความอ้วน” เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีใครอยากที่จะเป็นเจ้าของอย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะทำให้บุคลิกภาพดูไม่ดีแล้ว ยังได้โรคบางชนิดที่เป็นอันตราย อาทิเช่น ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคทางเดินหายใจหรือปอด เป็นต้น
         
           วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความพิถีพิถันในเรื่องรูปร่างของตัวเองค่อนข้างมาก วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะมีความรู้สึกว่าควรจะลดน้ำหนัก ซึ่งบางคนก็ผอมอยู่แล้ว ก็ยังต้องการที่จะลดน้ำหนักให้ผอมลงไปอีก ความจริงแล้วการลดน้ำหนักโดยที่ไม่รู้ว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่แล้วหรือไม่นับว่าไม่ถูกต้อง หากน้ำหนักตัวต่ำกว่าปกติแล้วยังไปลดน้ำหนักลงอีกก็จะเป็นอันตรายได้ ทั้งนี้เพราะน้ำหนักที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ  แต่ในวันนี้เรามีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยน้อยเกี่ยวกับการลดความอ้วนมาฝากกัน   

มันเทศช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 3 กิโลได้ในชั่วข้ามคืน!!!






          มันเทศช่วยให้ลดน้ำหนักได้ 3 กิโลได้ในชั่วข้ามคืน!!! กินเวลา 9.00 – 11.00 น. จะทำให้อิ่มท้องโดยไม่เพิ่มเอว-สะโพก 
หลายคนคิดว่า “มันเทศ” เป็นอาหารประเภทแป้งยิ่งกินยิ่งเพิ่มน้ำหนัก ขอให้ลองอ่านบทความนี้ดูก่อน จะพบว่ามันเทศกลับกลายเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก มันเทศมีวิตามินเอสูง ช่วยในเรื่องการมองเห็นได้เป็นอย่างดี มีสารอาหารทรงคุณค่าที่ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินซี วิตามินบีส่งผลโดยตรงกับการลดน้ำหนัก วิตามินซี ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสวยงาม และทำให้ร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้มันเทศยังมีโพแทสเซียม คอปเปอร์ แมงกานีส สารอาหารที่ป้องกันโรคมากมาย รวมถึงโรคมะเร็ง และยังมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ ในปริมาณสูงมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว จึงเหมาะมากกับการใช้เป็นอาหารลดน้ำหนัก

           ในมันเทศ 100 กรัมจะได้แคลอรี่ประมาณ 90-93 แคลอรี่ (ปริมาณความต้องการพลังงานของมนุษย์วันละ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่) อีกทั้งคนส่วนใหญ่จะกินมันเทศได้ไม่มากนัก เพราะมันเทศมีคุณสมบัติไปฟูในท้องทำให้อิ่มเร็ว  มันเทศมีอยู่หลายสี เช่นเหลืองอ่อน เหลืองจัด เหลืองส้ม และสีม่วง ทุกสีจัดเป็นแหล่งรวมวิตามินซี สารอาหาร และเส้นใยอาหาร มีข้อมูลว่า หัวมันเทศชนิดหัวสีเหลือง จัดเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นเยี่ยม วิตามินเอสูง อาจารย์ สุธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดชื่อดัง กล่าวว่ามันเทศมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักได้ โดยให้รับประทานในช่วงเวลา 9.00 – 11.00 น. ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จัดให้มันเทศเป็นอาหารลดหุ่นที่ช่วยให้ลดน้ำหนักได้ถึง 3 กิโลกรัม ได้ในชั่วข้ามคืน  
          มันเทศเป็นแหล่งวิตามินบี 6 ช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานจากอาหารได้มากขึ้น และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการลดน้ำหนัก มันเทศเป็นคอมเพล็กซ์คาร์โบไฮเดรตซึ่งปล่อยพลังงานช้า มีกากใยมาก ทำให้อิ่มท้องอยู่ได้โดยไม่เพิ่มเอวหรือสะโพก ทำให้ตับอ่อนแข็งแรง

          การกินมันเทศลดน้ำหนัก หมายถึงคุณได้กินของอร่อยๆ อิ่มท้องแต่ช่วยลดน้ำหนักได้แทนอาหารอื่น ไม่ใช่ว่าคุณจะกินอาหารเต็มที่เหมือนเดิม แล้วเสริมด้วยมันเทศนะ แบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักหรอกค่ะ... และทางที่ดีควรกิน "มันเทศต้ม หรือเผา" จะช่วยลดน้ำหนักได้กว่า มันเทศเชื่อม หรือมันเทศที่ทำเป็นขนมหวานต่างๆ
เครดิต: ชีวอโรคยา เรียบเรียงจาก www.foodslender.com 
บทความเกี่ยวกับภูมิปัญญาไทย โดย อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา (นักธรรมชาติบำบัด) 
บทความ โดย ดร. กิลเลียน แมคคีธ นักโภชนาการอาหาร นักเขียน และพิธีกร รายการ You are what you eat จาก นิตยสาร Slimming มกราคม 2550 
ภาพ: ขอบคุณภาพจาก อินเตอร์เน็ต โดยนำมารวมกันเป็นภาพเดียว 

แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ 

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

เผยชื่อ สมุนไพร-ผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวานได้




>> เผยชื่อ สมุนไพร-ผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวานได้ <<




           

        แพทย์แผนไทยจัดแถลงข่าว สมุนไพรใกล้ตัวและผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวาน (กลุ่มสารนิเทศและวิเทศสัมพันธ์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก)

          แพทย์แผนไทย แนะ อย่ามองข้ามสมุนไพรใกล้ตัวและผักพื้นบ้านต้านโรคเบาหวาน ย้ำไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการก่อโรค เกิดภาวะแทรกซ้อนแน่นอน พบรุนแรงถึงเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 20 คน

          นายแพทย์สมชัย นิจพานิช อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมคณะร่วมแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนว่า วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี องค์การอนามัยโลก (WHO) และสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) ได้กำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) จากข้อมูลของสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation: IDF) พบว่า โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของโรคไม่ติดเชื้อที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยมีโรคแทรกซ้อนที่สำคัญจากภาวะเบาหวานซึ่งเป็นสาเหตุการตายคือ โรคไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน บางรายประสบปัญหาตาบอด เนื่องจากจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนปกติถึง 25 เท่า และมีโอกาสถูกตัดขา จากแผลเนื้อตายเน่าบริเวณเท้ามากกว่าคนปกติถึง 40 เท่า 

          จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2553 พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 285 ล้านคน และคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 438 ล้านคน ทั้งนี้ผู้ป่วย 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย สำหรับในประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2553 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานทั้งหมด 6,855 คน หรือวันละ 19 คน คิดเป็นอัตราตายด้วยโรคเบาหวานเท่ากับ 10.8 ต่อแสนประชากร หากไม่มีการควบคุมจริงจัง คาดว่าจะมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า 

          นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อน 107,225 คน คิดเป็นร้อยละ 10 โดยเป็นภาวะแทรกซ้อนทางตา ร้อยละ 38.5 ไตร้อยละ 21.5 และเท้าร้อยละ 31.6 ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจหลอดเลือดและสมองสูงถึง 2-4 เท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ และมากกว่าครึ่งพบความผิดปกติของปลายประสาทและเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ 

          นอกจากพันธุกรรมแล้ว พฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมหรือตัดวงจรการเกิดโรคเบาหวานได้ ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยใช้หลักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้นผักพื้นบ้านอาหารเป็นยาจึงใช้ได้กับผู้ป่วยเบาหวาน 

          กรณีป่วยด้วยโรคเบาหวานแพทย์แผนไทยจะแนะนำให้ใช้รสชาติอาหารเป็นยาคือ รสขม ซึ่งปัจจุบันมีนักวิชาการจากองค์กรและสถาบันต่าง ๆ ทำการศึกษาวิจัยสมุนไพรและผักพื้นบ้านของไทยพบว่าหลายชนิดมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด นำมาประกอบอาหารให้กับผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่ ตำลึง กระเทียม กะเพรา มะระขี้นก รากเตยหอม หอมใหญ่ ผักเซียงดา อบเชย หม่อน แห้ม ช้าพลู มะแว้งต้น มะแว้งเครือ อินทนิลน้ำ กรณีต้องการความหวานสามารถใช้หญ้าหวานแทนน้ำตาลได้ และสมุนไพรเร่งการหายของแผลคือ บัวบก


ตรวจเลือด
      
 สำหรับคนปกติจะมีน้ำตาลในเลือด 70-100 มิลลิกรรมต่อเดซิลิตร แต่ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 
          ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานคือ รับประทานอาหารมากเกินความต้องการ ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารไขมันสูง เครียด สิ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือการออกกำลังกาย เช่น การเดินแทนการใช้รถ การทำความสะอาดบ้าน และเพื่อให้ได้ผลดีคนไข้ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายในการออกกำลังกาย ก็ควรเข้าชมรมออกกำลังกายในหมู่บ้าน เช่น การรำไทเก๊ก ฤาษีดัดตน เดินกะลา โยคะ หรืออื่น ๆ หากวันไหนไม่ได้ออกกำลังกายก็ควรขยับร่างกายให้มากที่สุด เช่น การเดินในสวน การรดน้ำต้นไม้

          ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 400 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ไม่ควรออกกำลังกาย แต่ถ้าอยู่ช่วง 200-400 ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ นอกจากนี้กำลังใจของผู้ป่วยเป็นเรื่องสำคัญ ลูกหลาน และผู้เกี่ยวข้องต้องคอยให้กำลังใจ เพื่อไม่ให้คนป่วยเกิดอาการเครียดและท้อแท้ โดยอาจมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่นการทำบุญตักบาตร นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เพื่อให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย รวมถึงการนวดเท้ากระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายลดอาการชา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณะสุข

#สุขภาพดีได้ที่นี่   #thailandonly  
ที่มา  :  https://plus.google.com/+PattananusornBlogspot/posts/KXLXTDGefVZ





วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความลับของผิวสุขภาพดี

   

           ก่อนอื่นเรามารู้จัก  " อาหารเสริม"  กับ  " ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร   


          เนื่องจากการดำรงชีวิตของคนในสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม    โดยรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามา   ทำให้รูปแบบวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทยหายไป      ชีวิตประจำวันที่แสนจะเร่งรีบ  รีบตื่น  รีบแต่งตัว    รีบไปทำงาน    ทุกอย่างดูรีบกันไปหมดทำให้โอกาสที่จะดูแลใส่ใจตัวเอง  และคนในครอบกลายเป็นเรื่องไกลตัว  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง   ทำให้หลายต่อหลายคนต้องหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 
          หลายคนคงเคยได้ยิน หรือรู้สึกคุ้นหูกับสองคำนี้  " อาหารเสริม"  กับ  " ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "
และหลายคนก็คงสงสัยว่าสองคำนี้มีความหมายแตกต่างกันยังไง ?    เรามาดูกันว่าสองคำนี้มีความหมายที่แตกต่างกันหรือมีความหมายที่เหมือนกันอย่างไร......

อาหารเสริม

           อาหารเสริม  หมายถึง  อาหารที่แพทย์เสริมให้สำหรับเด็ก  หลังจากที่เด็กมีอายุหลัง 6 เดือนไปแล้วเพื่อให้เด็กได้หัดเคี้ยว  และรับสารอาหารอย่างอื่นนอกจากนม  โดยเฉพาะผลไม้ต่างๆ  เช่น  กล้วย  มะละกอสุก   องุ่น  (แกะเมล็ดออก)   สับปะรดชิ้นเล็กๆ   จะช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซีเบื่อบำรุงเหงือก ฟัน  และกระดูก   เป็นต้น  รวมไปถึงอาหารเสริมสำหรับสตรีมีครรภ์ด้วย  เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

          ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร   จัดเป็นอาหารประเภทหนึ่งตามพระราชบัญญัติอาหาร    พ.ศ.  2522   ซึ่งหมายถึงสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปนอกเหนือจากอาหารหลัก  ที่เราได้รับประทานเข้าไปเป็นปกติเพื่อเสริมสร้างบางอย่าง    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็คือ การนำสารสกัดจากธรรมชาติ  เช่น  สัตว์ทะเลน้ำลึก  แร่ธาตุ     พืชทะเลทราย     เป็นต้น    มาทำให้อยู่ในลักษณะของ  แคปซูล   ยาเม็ด  ผง  หรือของเหลว   ที่มีจุเด่นในการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง    ป้องกันโรค    และสามารถทดแทนสารอาหารที่ร่างกายบกพร่องได้
        
           แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ    ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสุขภาพผิว   ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและมาแรงของสังคมในปัจจุบัน    โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพผิวนั้น สาวๆคงจะหูผึ่งไปตามๆกัน สมัยนี้ใครๆก็ล้วนแต่ให้ความสนใจกับสุขภาพผิวของตนเอง หรือจะกล่าวได้เลยว่าไม่ใช่เฉพาะสาวๆ   แต่หนุ่มๆส่วนมากก็กลับมาสนใจเรื่องสุขภาพผิวกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน     ทั้งสุขภาพผิวหน้าและผิวกาย.. ผิวหน้าที่มีสุขภาพดีนั้น ควรจะเป็นผิวหน้าที่เนียน ใส ไร้สิว เช่นเดียวกับผิวกายที่จะต้องไม่หมองคล้ำ ต้องแลดูสุขภาพดี.. แต่จะทำอย่างไรล่ะ?     


ความลับของผิวสุขภาพดี

      ผิวที่มีสุขภาพดี คือ ผิวที่เต็มไปด้วยพลังงานและความเปล่งประกาย  เมื่อระบบทำงานของผิวเป็นไปอย่างถูกต้อง  ผิวจะเนียนนุ่ม  ชุ่มชื่น  มีความยืดหยุ่น  และมีเลือดฝาด  ซึ่งหมายถึงระบบการไหลเวียนของโลหิตที่เป็นปกติ  ผิวจะสามารถบอกได้ว่าร่างกายของเราทำงานอย่างไร  ในขณะนั้นหากระบบป้องกันอนุมูลอิสระและการผลิตฮอร์โมนมีความสมดุล  ต่อมไขมันและต่อมเหงื่อไม่อุดตัน  และเติมความชุ่มชื่นให้ผิวได้แบบพอดีๆ อีกทั้งผิวดูสดใส  มีชีวิตชีวา  ไม่หยาบกร้านเพราะระบบการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอนั้น  ก็หมายถึงว่า  ระบบการทำงานของร่างกายขณะนั้นเป็นปกติและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแต่หากเมื่อใดที่รู้สึกว่าผิวเสีย  หยาบกร้าน  มีสิวขึ้น  ผิวมัน  หรือแห้งผิดปกติ  ก็แปลว่าร่างกายกำลังมีปัญหานั่นเอง

      เราสามารถดูแลทั้งสุขภาพผิวและสุขภาพกายให้ดีได้พร้อมๆ กันด้วยการควบคุมความเครียด  กินอาหารที่ถูกต้องและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เมื่อร่างกายต้องเผชิญความเครียด  ระบบไหลเวียนโลหิตจะเร่งการสูบฉีดเลือดไปยังหัวใจ  ตับ  และไตมากขึ้นโดยอัตโนมัติ  ซึ่งกระบวนการนี้จะไปขโมยเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวตามปกติออกไปอันเป็นสาเหตุให้ผิวขาดชีวิตชีวา

       นอกจากนี้ความเครียดยังสามารถทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทำให้ผิวเกิดอาการแพ้และติดเชื้อโดยเฉพาะเชื้อไวรัสได้ง่าย  ดังนั้นเพื่อเป็นการคืนสมดุลให้ผิว  และป้องกันผิวจากการเจ็บป่วยต่างๆ  เราจึงต้องควบคุมและขจัดความเครียดให้ได้อาจจะด้วยวิธีการออกกำลัง  นั่งสมาธิ  หรือด้วยวิธีง่ายๆอย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวซึ่งมีส่วนผสมที่ช่วยให้ผ่อนคลายและฟื้นฟูความกระปรี้กระเปร่า

อ้างอิงจาก     :   http://www.formumandme.com/article.php?a=610


วันนี้เรามีวิธีบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดี ง่ายๆ 5 ขั้นตอน 
จากที่มา  :   
http://www.siamdara.com/ColumnGirl.asp?cid=5614



วิธีบำรุงผิว 5 ขั้นตอน

1. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
ดังนั้นเราจึงควรเลือกอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างถูกต้อง เช่น อาหารอุดมวิตามินเอ เช่น นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ฟักทอง แคร์รอต ผักบุ้ง ตำลึง อาหารพวกนี้นอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว ยังช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย

• อาหารอุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อปลา เป็ด ไก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ• อาหารอุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผักผลไม้ทั้งหลาย วิตามินซีในผักผลไม้จะช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน• อาหารอุดมด้วยวิตามินอี เช่น จมูกข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ป้องกันแผลเป็น• น้ำมันปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมกา-3 จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดี• ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว
 

2. ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ
แม้อารมณ์จะมีความสำคัญโดยอ้อมกับผิวพรรณ แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ เพราะถ้าอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายจะทำให้ระบบการไหลเวียนเลือดไม่ดี ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้สุขภาพผิวแย่ไปด้วย 

3. พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยทำให้ใบหน้าดูสดใสเต่งตึง เนื่องจากผิวได้รับการซ่อมแซมในระหว่างหลับอย่างเต็มที่ การพักผ่อนในที่นี้ยังรวมถึงการผ่อนคลายในรูปแบบต่างๆ ด้วย เช่น การเล่นโยคะ บริหาร่างกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น
  
4. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้โลหิตนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับถ่ายพิษหรือของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ ผิวพรรณจึงดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด

  
5. ดูแลความสะอาดของผิวพรรณ

เป็นวิธีช่วยเพิ่มเสน่ห์ของผิวพรรณได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้ผิวสดชื่นปลอดจากเชื้อโรคหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง การอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) จะช่วยทำความสะอาดผิวหนังได้ดีมาก และยังกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด แต่หากอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย สำหรับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิวควรมีค่า pH5 หรือน้อยกว่านั้นและควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำชนิดโฟม เพราะทั้งสบู่ที่มีฤทธิ์แรงและโฟมจะทำลายไขมันตามธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนผิว ทำให้ผิวแห้ง หลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว



วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คุณรู้ไหมว่าวิตามินซีมีคูณประโยชน์มากแค่ไหน.....?



วิตามินซี

        

วิตามินซี (อังกฤษvitamin C) หรือ กรดแอล-แอสคอร์บิก (อังกฤษ: L-ascorbic acid) หรือ แอล-แอสคอร์เบต (อังกฤษ: L-ascorbate) เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยเพิ่มภูมิชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้


คุณรู้ไหมว่าวิตามินซีมีคูณประโยชน์มากแค่ไหน.....?

วิตามินซี เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 มีการสังเกตว่าพวกทหารเรือที่มีการรอนแรมออกเดินเรือไปในทะเลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะขาดแคลนพวกผักสดผลไม้สด จะป่วยเป็นโรคลักปิดลักเปิด และสุขภาพไม่ค่อยดี มีอาการอ่อนเพลีย อยู่บ่อยๆ แต่ก็มีคนสังเกตเห็นว่าจะไม่พบอาการดังกล่าวในทหารเรือที่รับประทานมะนาว เป็นประจำ
และเมื่อต่อมาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ในปี ค.ศ. 1982 ก็สามารถหาสารอาหารสำคัญ ที่เป็นต้นเหตุของโรคดังกล่าวได้ว่าสารที่พวกทหารเรือขาดไปคือกรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” ซึ่งมันมีฤทธิ์สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ ในปัจจุบัน กรดแอสคอร์บิค ก็ถูกรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อของ “วิตามินซี” และมีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2ครั้ง และมีอายุยืนยาวมากกว่า 90 ปีแม้จะป่วยเป็นโรค มะเร็ง มายาวนานถึง 20 ปีก็ตามคือ Dr.Linus Pauling ชาวเมืองพอรต์แลนด์ ได้เคยพูดไว้ว่า เหตุที่เขาสามารถมีสุขภาพดีและสามารถชะลอการลุกลามของโรคมะเร็ง ในตัวได้นานกว่า 20 ปี ก็เนื่องจาก วิตามิน และ เกลือแร่ ที่เขารับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินซี ซึ่งหลังจากที่เขารับประทานขนาดสูงทุกวัน เขาก็ไม่เคยเป็นหวัดอีกเลย Dr.Linus Pauling เริ่มรับประทาน วิตามินซี ชนิดเม็ดตั้งแต่อายุ 40 ปี และเพิ่มขนาดสูงถึง 18,000 มิลลิกรัม เมื่อรู้ว่าตนเองเป็น มะเร็ง ตั้งแต่อายุได้ 64 ปี เขายืนยันว่ามันช่วยให้ มะเร็ง ในร่างกายสงบลง 
 ที่มา  : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เรามาดูกันว่าในชีวิตประจำวันเราได้รับวิตามินซีมาจากอะไรบ้าง...?????

          วิตามินซีมาจากไหน    

         วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผัก เช่น ผักใบเขียว   หรือผลไม้ต่างๆ   แล้วเรารูไหมว่าผลไม้ที่มีวิตามินซีเยอะที่สุดคืออะไร......?????

             คำตอบคือมะขามป้อม    มะขามป้อมได้รับการยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในโลก    ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้มะขามป้อมเป็นส่วนประกอบใช้สำหรับป้องกันและรักษาภาวะของโรคเอดส์ ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ตับแข็ง และภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ซึ่งในผลของมะขามป้อมนั้นมีสารโปรไซยนิน ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับวิตามินซีแต่ทนความร้อนไม่ถูกออกซิไดซ์ได้ง่าย จึงมีความคงตัวสูงซึ่งทนกว่าวิตามินซีทั่วไป



วิตามินซีพบมากในผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย 


              แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้

  • เป็นวิตามินที่รับประทานกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด มีจำหน่ายหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ด แคปซูล ลูกอม เม็ดแบบแตกตัวช้า แบบผง แบบเคี้ยว น้ำเชื่อม หรือเรียกได้ว่าแทบจะทุกรูปแบบ
  • วิตามินซีบริสุทธิ์ คือรูปที่แปลงมาจากน้ำตาลเดกซ์โทรสจากข้าวโพด (แม้จะไม่มีข้าวโพดหรือเดกซ์โทรสหลงเหลืออยู่เลย)
  • ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีจากธรรมชาติ หรือแบบอินทรีย์ (ออแกนิค) และกรดแอสคอร์บิกสังเคราห์โดยทั่วไป คือความยากง่ายในการย่อยและการดูดซึม ซึ่งต่างกันไปตามความสามารถของแต่ละคน
  • อาหารเสริมวิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินซีที่ประกอบไปด้วย ไบโอฟลาโวนอยด์ เฮาเพอริดิน และรูติน (บางครั้งอาจเห็นชื่อในฉลากว่า เกลือซิตรัส)
  • วิตามินซีในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูลส่วนมากจะมีขนาดตั้งแต่ 100 – 1,000 mg. ส่วนในรูปแบบผงละลายน้ำจะมีขนาดประมาณ 5,000 mg. ต่อช้อนชา
  • ขนาดที่แนะนำให้รับประทานต่อวันสำหรับวิตามินซีเสริมอาหารคือ 500 – 4,000 mg.
  • อะซีโรลาซี (Acerola C) คือ วิตามินซีที่สกัดมาจากผลอะซีโรลาเบอร์รี่
  • วิตามินซีจากโรสฮิปหรือผลกุหลาบ จะมีไบโอฟลาโวนอยด์และเอนไซม์อื่นๆ ที่ช่วยให้วิตามินซีแตกตัวได้ดี ถือเป็นแหล่งของวิตามินซีตามธรรมชาติที่ดีที่สุด 
       ที่มา   http://frynn.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B5/



   
( สำหรับความรู้เกี่ยวกับวิตามินซี   จะนำมาเขียนในคราวต่อไปคือ)
       -      ควรกินวิตามินซีตอนไหนให้ได้ผลมากที่สุด
       -      หากขาดวิตามินซีจะมีผลต่อร่างกายอย่างไร
       -      รับประทานวิตามินซีเกินความจำเป็นของร่างกายจะเกิดอะไร
       -      ประโยชน์ของวิตามินซี















วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เจี๊ยบๆ....แต่ไม่เจี๊ยบ



                                              กระเจี๊ยบแดง 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus   sabdariffa L. 
ชื่ออื่น : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปร้ียว (ภาคกลาง) ผกัเก็งเคง็ ส้มเก็งเคง็ ส้มตะเลงเครง ส้มพอดี 
วงศ์ :   Malvaceae 
ชื่อสามัญ : Rosell 
ถิ่นก าเนิด : ในเอเชียใต้ 

             สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกเช่น ผักเก็งเค็ง, ส้มตะเลงเครง (ตาก), ใบส้มม่า (ระนอง), แกงแคง (เชียงใหม่), ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), แบลมีฉี่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), แต่เพะฉ่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), ปร่างจำบู้(ปะหล่อง), กระเจี๊ยบ, ส้มเก็ง ส้มพอเหมาะ (ภาคเหนือ), ส้มพอดี (ภาคอีสาน), กระเจี๊ยบแดง, กระเจี๊ยบเปรี้ยว (ภาคกลาง), ส้มพอ 



            
              กระเจี๊ยบแดงเป็นพืชที่น่าสนใจ เนื่องจากปลูกง่าย ไม่ตอ้งใช้สารเคมีการกำจัดแมลงศตัรูพืชหาก
จำเป็นต้องใชก็ใชในปริมาณเล็กน้อย หรือใช้สารชีวภาพในการบรรเทาความรุนแรงได้ แหล่งผลิตใหญ่ของ
โลก คือ จีน ไทย ซูดาน เม็กซิโก กระเจี๊ยบแดงจากไทยและซูดานมีคุณภาพดีที่สุด กระเจี๊ยบแดงจากจีน
คุณภาพค่อนข้างต่ำ ประเทศไทยผลิตกระเจี๊ยบแดงไดปีละ 250-600 ตัน ใช้ในประเทศร้อยละ 30 อีกร้อยละ 
70 ส่งออกโดยมีตลาดที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา และเยอรมัน

แล้วทำไมเราจึงต้องทานกระเจี๊ยบ......แล้วกระเจี๊ยบมีประโยชน์อย่างไรกับตัวเรา
                
          กลีบกระเจี๊ยบแดงมีสารสารคัญที่น่าสนใจ คือ มีสารสีแดงจากพวกแอนโทไซยานิน (anthocyanin) มี
กรดอินทรีย์หลายชนิด มีวิตามินเอ วิตามินซี เพคติน และแร่ธาตุอื่นๆ ไดแ้ก่ แคลเซียมในปริมาณที่สูง 
ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เป็นต้น  
           ในส่วนใบและยอดอ่อนก็มีวติามินเอ แคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ใช้ในการประกอบอาหารโดยมีรสเปร้ียว สารสำคัญของกระเจี๊ยบแดงมีฤทธ์ิช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมัน ในเลือด น้ำกระเจี๊ยบลดความเหนียวข้นของเลือด   ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี   น้ำกระเจี๊ยบมีรสเปร้ียว ดื่มแกร้้อนใน แก้กระหายน้ำได้  นอกจากน้ียังบำรุงธาตุ กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้   บำรุงโลหิต บำรุงกระดูกและฟัน แก้โรคเบาหวาน   ยอดและใบอ่อนของกระเจี๊ยบใช้ประกอบอาหาร กลีบกระเจี๊ยบแดงสามารถพัฒนาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้เช่น น้า กระเจี๊ยบแดงพร้อมดื่ม  ไวน์   แยม   เยลลี่ สีผสมอาหาร สบู่ เครื่องสำอาง เช่น ครีมหน้าใส ครีมขัดผิว   เป็นต้น 





    คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบแดง (กลีบดอก) ต่อ 100 กรัม

    % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database
    และ http://frynn.com/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B9%8A%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87/    

    โทษของกระเจี๊ยบแดง
    • กระเจี๊ยบแดงอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ในผู้ป่วยบางราย เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
    • น้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ แม่ว่าจะมีความเป็นพิษต่ำมาก แต่ก็ไม่ควรดื่มในปริมาณเข้มข้นและติดต่อกันนานๆ เพราะจะไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพ

    วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

    วิธีเลือกซื้อและล้างผักผลไม้ ให้ปลอดภัยจากสารพิษ

         

                       ผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารที่สำคัญต่อร่างกายคนเราเป็นอย่างมาก    ให้สารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ   เป็นประโยชน์่ต่อร่างกาย   รวมทั้งเป็นแหล่งวิตามินและเกลือแร่ที่ดีที่สุด   ช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย   และทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดีขึ้น     โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีกระแสการดูแลสุขภาพ  จากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่รณรงค์ให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ  เพื่อสุขภาพที่ดี  รวมทั้งกระแสการรักษาหุ่นในเพศหญิงที่นับว่ามาแรงสุดๆ     โดยพบมากในวัยรุ่นและวัยทำงาน    ผักและผลไม้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่สำคัญต่อการดูแลสุขภาพ      อาหารส่วนมากก็จะเน้นไปที่ผักและผลไม่สดเพราะให้คุณประโยชน์สูงและหาซื้อได้ง่าย  เช่น  การทำสลัด    เป็นต้น      ซึ่งการทานผักและผลไม่สดเป็นเรื่องดี  แต่การเลือกซื้อผักและผลไม้ของหลายต่อหลายคนจะเน้นไปที่ความสวยงาม   ยิ่งสวยมากเท่าไหร่คนยิ่งให้ความสนใจ      โดยเฉพราะในห้างดังๆ    ที่มีการคัดเลือกผักและผลไม่สวยๆมาวางขายเพื่อดึงดูดใจลูกค้า  
                      ผักและผลไม้ที่นำมาวางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่    ที่เรานำไปบริโภคกันอยู่เป็นประจำส่วนมากจะมีสารพิษของสารเคมีป้องกันและสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่บริเวณผิวด้านนอก   และแทรกตัวเข้าไปในเนื้อของผักและผลไม้สะสมกันเป็นจำนวนมาก   รวมทั้งมีเชื้อแบ็คที่เรีย  เชื้อรา   เชื้อไวรัส    หรือโลหะหนักอื่นๆปะปนมาและพยาธิที่มากับมูลสัตว์ที่ใช้เป็นปุ๋ย       โรคที่มากับผักและผลไม้ที่มีสารพิษปะปนมามีทั้งโรคชนิดเฉียบพลันและโรคเรื้อรัง  โรคเฉียบพลัน เช่น   มีอาการอาเจียน   คลื่นไส้   ปวดท้อง  ชา   เป็นไข้    หรือมีอาการไม่สบายตัว     ส่วนโรคเรื้อรังหรือระยะเวลายาวส่วนมากจะได้รับจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  เช่น  โรคมะเร็ง   โรคอัลไซเมอร์   เป็นต้น

    วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

    พลังงานต่ำ คุณค่าสูง แถมยังราคาประหยัด

                ก่อนอื่นถ้าผมถามว่าไครบ้างที่เคยทาน   "แตงโม"   ผมคิดว่าไม่น้อยกว่าร้อยละ 90  ต้องยกมือตามๆกัน   เพราะถ้าเอ่ยถึงแตงโม  ที่เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ   คุณค่าสูง  แถมยังราคาประหยัด  แล้วผมคิดว่าเกือบทุกคนต้องเคยทาน  บางคนอาจจะชอบทานเป็นพิเศษด้วยซ้ำ   เพราะรสชาติที่หวานชื่นใจโดยเฉพาะเวลาที่นำออกจากตู้เย็นใหม่ๆ    ทั้งรสหวานบวกกับความเย็นมันทำให้หลายคนอดใจไม่ไหวจนต้องหามาทานกันเป็นประจำ

    แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่าแตงโมมาจากที่ไหน..... แล้วไครเป็นคนนำมาปลูก ????

              วันนี้ผมจะพาทุกคนไปทำความรู้จักับ  "คุณแตงโม"  จนหมดเปลือกกันเลยทีเดียว

                       แตงโม  ชื่อสามัญ คือ   Watermelon  ;  ชื่อ  วิทยาศาสตร์   Citrullus   lanatus  ( Thnb.)   Mathum  &   Nakia   เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์แตง   Cucurbitaceae    แตงโมเป็นพืชล้มลุกประเภทเถาเลื้อย ลักษณะของต้นจะเลื้อยไปตามพื้นดิน  และโตเร็วใบมีลักษณะพิเศษ   เป็นแผ่นเดียวกันตลอดมีลักษณะเป็นแฉกๆ โคลนใบกว้างปลายใบแหลมและมีขนบริเวณต้นปกคลุม  ดอกมีสองเพศแยกออกจากกันบนต้นเดียวกัน  มีกลีบดอกสีเหลืองอ่อน  ผลของแตงโมมีทั้งแบบกลม และทรงกระบอก   แต่ในปัจจุบันมีการทำแม่แบบเพื่อให้แตงโมมีรูปร่างหน้าตาตามที่ต้องการ  เช่น  รูปหัวใจ    รูปสี่เหลี่ยม    เป็นต้น   ผลของแตงโมก็จะมีขนาดแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  เช่น  ชนิดพันธุ์    การปลูกและการดูแล    เป็นต้น   ส่วนมากก้จะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  15 - 20  เซนติเมตร   เปลือกมีสีเขียวอ่อน  มีลายเป็นสีเขียวเข้มเป็นลายยาว     หรือบางชนิดเปลือกก็จะมีสีเขียวเข้มจนถึงสีดำ    เนื้อในที่นิยมทานก็จะมีสีแดงและสีเหลือง   แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าแตงโมมีสีน้ำเงิน   และ  สีส้มก็ยังมี ส่วนชื่อที่ใช้เรียก  "แตงโม "  ก็จะแตกต่างกันออกไป  เช่น
        ภาคอีสาน เรียกว่า  บักโมหรือ บักแตงโม  
        ภาคเหนือเรียกว่า  บะเต้า  
        คนตรังเรียก  แตงจีน 
        ส่วนชื่อสามัญ  Watermelon   แปลว่า  "แตงน้ำ"   เพราะในแตงโมมีน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่




    แตงโมสี แดง   เหลือง   ส้ม   และน้ำเงิน

       




    แตงโมรูปร่างต่างๆ

    ขอขอบคุณภาพจาก   www. mthai.com
    และภาพจาก    the...cube







    บ้านเกิดของแตงโม......มาจากไหนน้าาาา

                       แตงโมมีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาแถบทะเลทรายคาลาฮาลี  โดยที่แตงโมจะเกิดเองเหมือนพืชทั่วๆไปและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง     เนื้อของแตงโมก็มีหลายรสชาติมีทั้ง รสหวาน  จืด  และรสขม      ต่อมามีการนำมาปลูกโดนชาวอียิปต์เป็นกลุ่มแรกที่นำแตงโมมาปลูกไว้กิน    เมื่อ  4,000 ปีมาแล้ว   ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่  10   และปัจจุบันประเทศที่มีการปลูกแตงโมมากที่สุดในโลกคือประเทศจีน    
                        และประเทศไทยในปัจจุบันแตงโมถือว่าเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมทานกันอย่างแพร่หลายทั้งในสังคมเมือง  และสังคมชนบท    ( ผู้เขียนเกิดมาในสังคมการเกษตร    เคยปลูกแตงโมไว้กินและเหลือจากกินก็จะนำไปขาย        คนชนบทจะปลูกแตงโมกินเองเราก็จะไม่ใส่ยาฆ่าแมลงหรือสารเร่ง    แต่จะดูแลและบำรุงให้แตงโมโตด้วยวิธีทางธรรมชาติ )      ในทางกลับกันการปลูกแตงโมไว้ขายพื้นฐานเลยก็คือต้องปลูกจำนวนมากและใช้ระยะเวลาสั้นๆ    เพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค      เพราะ ฉนั้นการปลูกและดูแลแตงโมในปัจจุบันก็จะใช้สารเคมี   และสารเร่งการเจริญเติบโตต่างๆ    ผลที่ตามมาคือสารเคมีตกค้างในผลแตงโม    มีคำพูดว่าขนาดช้างที่ตัวใหญ่ๆกินแตงโมที่มีสารพิษก็ยังตาย   ทำให้หลายคนไม่กล้าทานแตงโมทั้งๆที่แตงโมมีคุณประโยชน์สูง   เพราะฉนั้นการหลีกเลี่ยงการกินแตงโมที่มีสารพิษที่ดีที่สุดคือ   รู้จักที่ไปที่มาของการผลิตหรือที่ปลูกเพระการทำให้แตงโมที่มีสารเคมีตกค้างปลอดสารทำได้ยาก  
             (  ครั้งต่อไป  ผูเขียนจะนำเสนอวิธีการเลือกแตงโมให้ได้รสหวาน  และมีคุณภาพดีมาฝาก  รวมทั้งเคล็ดลับการเลือกและแตงโมปลอดสารและการล้างแตงโมและผักผลไม้ให้ปลอดสารเคมีมาฝาก )